บทความที่ได้รับความนิยม
-
สัมผัสหมู่บ้านชาวจีน ชิมชารสเลิศ ลิ้มรสอาหารจีน ชมดอกซากุระบานทั่วดอยแม่สลอง ดอยแม่สลองหรือดอยสันติคีรี เป็นที่ตั้ง...
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จังหวัดเลย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จังหวัดเลย แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553
อุทยานแห่งชาติภูเรือ
ช่วงปีใหม่เป็นช่วงเวลาแห่งการท่องเที่ยว การที่เราได้สูดอากาศดีๆ ตามธรรมชาติในเมืองไทยน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้ คราวนี้เราเลยพาไปเที่ยว อุทยานแห่งชาติภูเรือ ต.หนองบัว อ. ภูเรือ จ. เลย ซึ่ง เป็นจุดที่สูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติ อยู่สูงประมาณ 1,365 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นหน้าผาสูงชัน พื้นที่โดยรอบปกคลุมด้วยป่าสนเขา ทั้งสนสองใบและสนสามใบ สลับกับลานหินธรรมชาติ ต้องเดินขึ้นเขาจากผาโหล่นน้อยมาประมาณ 700 เมตร จากจุดนี้สามารถมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามได้รอบด้านกระทั่งเห็นแม่น้ำเหือง และแม่น้ำโขง ซึ่งกั้นพรมแดนไทย – ลาว
ซึ่งในการเดินทางครั้งนี้ เราได้เดินทางออกจาก ภูทับเบิก มาเรื่อยๆ ถนนจะเป็นทางโค้งตลอดเส้นทาง (เล่นเอาคลื่นไส้ได้เหมือนกัน) แต่ทางขึ้นภูเรือเป็นทางเรียบ รถเก๋ง รถเล็ก สามารถขึ้นได้สบาย ไม่ชันมาก พอเราขับไปถึงภูเรือ ประมาณเกือบค่ำ อากาศก็เริ่มมืด เราต้องรีบไปติดต่อขอกางเต็นท์ บนทิวสน ขอบอกว่า ระยะทางเพียง 5 เมตร เราไม่สามารถมองเห็นใครได้ เพราะว่า หมอกลงหนามากๆ เหมือนเราได้ดูหนังเรื่อง the fog อย่างไงอย่างงั้นเลย อากาศเย็นมาก จำไม่ได้ว่ากี่องศา
หลังจากกางเต็นท์กันเสร็จ เต็นท์อื่นๆ เค้าก็ทำอาหารทานกันเอง เราก็ได้กลิ่นหอมจนทนไม่ไหว ก็เลยนั่งรถบริการสองแถวของอุทยานไปยังจุดพักนักท่องเที่ยว ซึ่งตรงนั้นจะมีอาหารและข้าวของเครื่องใช้จำเป็นขาย ซึ่งอาหารที่นั่นถือว่า รสชาติใช้ได้เลยทีเดียว แต่เสียอย่างเดียว อาหารชืดเร็วไปหน่อย เพราะอาการที่มันหนาวนี่แหละ พอทานอาหารเสร็จเราก็กลับมาพักผ่อนนอนหลับกันในเต็นท์อย่างอบอุ่น ^^
วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553
เชียงคาน
เชียงคาน จะเข้าหน้าหนาวแล้ววว คิดถึงเมืองเล็กๆ เมืองนี้จัง….
สองปีที่แล้ว ได้ไปเดินเตร็ดเตร่ริมน้ำโขงแบบเปลี่ยวปล่าวกันสองคน ปีนี้ต่างคนต่างก็มีภารกิจ ได้แต่มานั่งดูรูปพร้อมกลับซึมซับความสุขในวันนั้น เฮ้อออ เห็นแล้วอยากกลับไปที่นี่อีกจังเลยยย…..ที่ อ.เชียงคาน อำเภอเล็กๆริมแม่น้ำโขง บรรยากาศคล้ายๆ ปายในอดีต เชียงคานในวันนั้นยังสงบ เงียบเหงา เหมาะแก่การไปพักผ่อนเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองหลวง ค่าครองชีพก็ไม่สูงมากนัก
อำเภอเล็กๆนี้อยู่ในจังหวัดเลย.. ที่คนส่วนมากจะรู้จักกันแต่ภูกระดึงและผีตาโขนนน..ตามมาดูกันว่าทริปนี้น่าสนใจขนาดไหนคะ…
ตื่นเช้ามาดูคนเฒ่าคนแก่ตักบาตรข้าวเหนียว ใส่แต่ข้าวเหนียว ส่วนกับข้าว ชาวบ้านจะตามไปถวายที่วัด ชาวบ้านที่อยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่จะมีแต่ผู้เฒ่าผู้แก่ค่ะ ลูกหลาน หรือคนวัยหนุ่มสาว ต่างเข้าไปหางานทำ หรือไม่ก็ไปเรียนหนังสือในกรุงกันหมด ช่วงเทศกาลหรือวันหยุด ถึงกลับมาเยี่ยมบ้านกัน
กลางวัน เดินเที่ยวในเมืองเล็กๆ อันเงียบสงบ ดูบ้านไม้เก่าอายุหลายสิบปีที่ยังคงได้รับการรักษาไว้ แวะไปกินกาแฟ จิบน้ำชาที่ร้านเก๋ๆ แต่งร้านแบบโบราณในหลายๆร้าน เดินเที่ยวหาของกินท้องถิ่นแสนอร่อย
ตกเย็นเดินเที่ยวลัดเลาะ ชมพระอาทิตย์ตกริมโขง น้ำโขงสีแดง.. ดูวิถีชีวิตริมน้ำและบรรยากาศยามเช้า
สองปีที่แล้ว ได้ไปเดินเตร็ดเตร่ริมน้ำโขงแบบเปลี่ยวปล่าวกันสองคน ปีนี้ต่างคนต่างก็มีภารกิจ ได้แต่มานั่งดูรูปพร้อมกลับซึมซับความสุขในวันนั้น เฮ้อออ เห็นแล้วอยากกลับไปที่นี่อีกจังเลยยย…..ที่ อ.เชียงคาน อำเภอเล็กๆริมแม่น้ำโขง บรรยากาศคล้ายๆ ปายในอดีต เชียงคานในวันนั้นยังสงบ เงียบเหงา เหมาะแก่การไปพักผ่อนเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองหลวง ค่าครองชีพก็ไม่สูงมากนัก
อำเภอเล็กๆนี้อยู่ในจังหวัดเลย.. ที่คนส่วนมากจะรู้จักกันแต่ภูกระดึงและผีตาโขนนน..ตามมาดูกันว่าทริปนี้น่าสนใจขนาดไหนคะ…
กลางวัน เดินเที่ยวในเมืองเล็กๆ อันเงียบสงบ ดูบ้านไม้เก่าอายุหลายสิบปีที่ยังคงได้รับการรักษาไว้ แวะไปกินกาแฟ จิบน้ำชาที่ร้านเก๋ๆ แต่งร้านแบบโบราณในหลายๆร้าน เดินเที่ยวหาของกินท้องถิ่นแสนอร่อย
ตกเย็นเดินเที่ยวลัดเลาะ ชมพระอาทิตย์ตกริมโขง น้ำโขงสีแดง.. ดูวิถีชีวิตริมน้ำและบรรยากาศยามเช้า
วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
ว่ากันว่า....หากอยากพิสูจน์รักแท้ ให้พาคนที่เรารักไปร่วมพิสูจน์รักด้วยการเดินทางพิชิตยอดภูของอุทยานแห่ง ชาติภูกระดึง และถ้าหากเขาคนนั้น สามารถร่วมเดินทางไปกับคุณจนกระทั่งถึงยอดดอย และคอยช่วยเหลือดูแลกันและกัน เป็นอย่างดีแล้วล่ะก็ เขาก็คือรักแท้ของเราเป็นแน่แท้!!!
... นี่คือตำนานคำกล่าวขานที่มักได้ยินเสมอๆ เมื่อเอ่ยถึงอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการที่เราจะขึ้นไปถึงยอดดอยได้ ต้องเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 9 กิโลเมตร คือขึ้นเขา 5 กิโลเมตร บวกทางราบอีกประมาณ 3-4 กิโลเมตร (โห...ไหวไหมเนี่ย) ซึ่งนอกจากจะมีคู่รักไปสัมผัสพิสูจน์รักแท้แล้ว ภูกระดึงมักจะได้รับความนิยมในการไปแบบกลุ่มเพื่อนๆ อีกด้วย และทุกคนที่ได้ไปสัมผัสต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตอนเดินเหนื่อยมากๆ แต่พอได้ไปสัมผัสกับธรรมชาติข้างบนภูกระดึงแล้วคุ้มค่าสุดๆ
แหม ... มีเสียงการันตีความท้าทาย ผจญภัย และน่าไปสัมผัสแบบนี้คงอดใจไม่ได้แล้วที่จะไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับภูกระดึง … เอาเป็นว่าเราไปทำความรู้จักอุทยานแห่งนี้พร้อมๆ กันเลยค่ะ
ภู กระดึง เป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 2 ของประเทศไทย ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย เป็นภูเขาหินทรายยอดตัด เป็นที่ราบขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร มีความสูง 400-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของเมืองไทย จุดสูงสุดอยู่ที่บริเวณคอกเมย มีความสูง 1,316 เมตรจากระดับน้ำทะเล สภาพทั่วไปของภูกระดึง ประกอบไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด พันธุ์สัตว์ป่านานาพันธุ์ หน้าผา ทุ่งหญ้า ลำธาร และน้ำตก อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ต้นน้ำของลำน้ำพอง ซึ่งเป็นลำน้ำสายสำคัญสายหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความสูง บรรยากาศ และสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดปี บนยอดภูกระดึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิอาจลดต่ำจนถึง 0 องศาเซลเซียส จึงเป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยว ปรารถนาและหวังจะเป็นผู้พิชิตยอดภูกระดึง สักครั้งหนึ่งในชีวิต
สำหรับ การเดินทางขึ้นภูกระดึงนั้น ทางอุทยานฯ จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นได้ตั้งแต่เวลา 07.00 - 14.00 น. ของทุกวัน และหลังจากเวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ทางอุทยานฯ จะไม่อนุญาต เพราะระยะทางในการเดินทางขึ้นเขาต้องใช้เวลาในการเดินเท้า ประมาณ 4-5 ชั่วโมง ซึ่งจะตรงกับเวลาพลบค่ำในระหว่างทาง ดังนั้น อาจจะทำให้เกิดความยากลำบาก อีกทั้งอาจได้รับอันตรายจากสัตว์ป่าที่ออกหากินในเวลากลางคืนอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย จะเปิดฤดูท่องเที่ยวอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 - 31 พฤษภาคม 2554 หลังปิดฟื้นฟูในช่วงฤดูฝน
จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจบนภูกระดึง
นอก จากนั้น หากอากาศดีพอ ในช่วงเวลาที่เดินเท้าฝ่าความมืดมาชมพระอาทิตย์ขึ้นนั้น เป็นช่วงที่ประจวบเหมาะกับ เวลาที่พระจันทร์กำลังจะลับขอบฟ้า ด้านตะวันตกนั้นจะได้เห็นภาพสวยงามแปลกตาไปอีกแบบ ริมทางเดินใกล้ผานกแอ่นเป็นสวนหินมีดอกกุหลาบป่าขึ้นอยู่เป็นดงใหญ่ ซึ่งจะบานสะพรั่งเต็มต้นในเดือน มีนาคม-เมษายน และใครที่อยากไปชมประอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ควรเตรียมไฟฉายสำหรับใช้ส่องทางไปด้วย
ด้วย ลักษณะแผ่นหินแปลกตากับโค้งกิ่งสนที่รองรับกันพอดิบพอดีเช่นนี้ นักท่องเที่ยวจึงนิยมจะใช้เป็นจุดชมวิว ดูดวงอาทิตย์ตกดิน และน่าจะถือได้ว่าเป็นภาพที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของอุทยานแห่งชาติภู กระดึง แนะนำสักนิดสำหรับผู้ที่จะไปชมประอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก ควรเตรียมเสื้อกันหนาวและไฟฉายสำหรับใช้ส่องทางเวลาเดินกลับที่พัก ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง
นอก จากที่เอ่ยมาแล้ว อุทยานแห่งชาติภูกระดึงยังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น น้ำตกรัตนา น้ำตกถ้ำสอเหนือ น้ำตกพระองค์ น้ำตกธารสวรรค์ ผาแดง ผาส่องโลก ผานาน้อย ผาจำศีล สวนสีดา ลานกินรี ลานวัดพระแก้ว และอีกมากมายบรรยายกันไม่หมด ดังนั้น ใครที่ชอบเดินป่า ปีนเขา และสัมผัสธรรมชาติแบบถึงเนื้อถึงตัว ภูกระดึงคงเป็นอีกหนึ่งสถานที่คุณจะ พลาดไม่ได้ค่ะ
โดยสาร รถยนต์จากสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต) กรุงเทพมหานคร ไปลงที่ผานกเค้า ซึ่งเป็นเขตต่อแดนระหว่างชุมแพ-ภูกระดึง แล้วโดยสารรถประจำทาง(รถสองแถว) ไปลงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จากนั้นก็เดินต่อขึ้นไปยอดภูกระดึงควรใช้รถประจำ หรือหากนักท่องเที่ยวใช้รถประจำทางเส้นทางกรุงเทพฯ-ขอนแก่น ลงที่ชุมแพ และต่อรถสายขอนแก่น-เลย ไปลงที่ตลาดอำเภอภูกระดึง ซึ่งจะมีรถสองแถวต่อถึงไปอุทยานฯ
ปล. รถสองแถวแดงที่รับจ้างนำนักท่องเที่ยวส่งระหว่างจุดจอดรถที่ผานกเค้ามาที่ทำ การอุทยานแห่งชาติภูกระดึง คำแนะนำคือ ถ้าเรามาไม่กี่คนให้รวมทีมกับกรุ๊ปอื่นจะได้เฉลี่ยค่าสองแถวไม่ต้องเหมารถ ให้เปลืองสตางค์
จากกรุงเทพ มหานครโดยสารรถไฟไปลงที่ขอนแก่น จากนั้นโดยสารรถประจำทางสายขอนแก่น-เลย ไปยังหน้าตลาดที่ว่าการอำเภอภูกระดึง แล้วต่อรถสองแถว หรือเดินทางต่อไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นปีนเขาขึ้นยอดภู จากนั้นต้องเดินเท้าขึ้นยอดภู อีก 5 กิโลเมตร จึงจะถึง “หลังแป” แล้วเดินเท้าไปตามทุ่งหญ้าอีก 4 กิโลเมตร ก็จะถึงที่พักบนยอดภูกระดึงทางอุทยานฯ ได้จัดลูกหาบสัมภาระของนักท่องเที่ยวขึ้นไปบนยอดภูกระดึง คิดค่าบริการเป็นกิโลกรัม
1. เดินทางผ่านจังหวัดสระบุรี เพชรบูรณ์ อำเภอหล่มสัก หล่มเก่า ด่านซ้าย ภูเรือ และอำเภอเมืองเลย เลี้ยวเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 201 (เลย-ขอนแก่น) และเลี้ยวเข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2019 เข้าสู่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
2. ใช้เส้นทางผ่านจังหวัดสระบุรี นครราชสีมา จนถึงจังหวัดขอนแก่นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 201 ผ่านอำเภอภูผาม่านและตำบลผานกเค้า เข้าสู่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
3. เดินทางผ่านจังหวัดสระบุรี อำเภอปากช่อง เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 201 ผ่านจังหวัดชัยภูมิ อำเภอภูเขียว แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 ผ่านอำเภอชุมแพ จากนั้นเดินทางเช่นเดียวกับเส้นทางที่ 2
มี ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ทั้งบนยอดภูกระดึง และบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติซึ่งอยู่ด้านล่าง ให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาขอรับบริการข้อมูลได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ระหว่างเวลา 8.00 - 16.30 น.
บริเวณ ที่ทำการอุทยานฯ มีด่านเก็บค่าธรรมเนียมผู้ใหญ่คนละ 20 บาท เด็ก 10 บาท และบริการลูกหาบสัมภาระ กิโลกรัมละ 10 บาท นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเต็นท์และบ้านพักได้ที่ที่ทำการอุทยานฯ โทร.0-4287-1333 หรือติดต่อกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ โทร. 0-2562-0760
ท้าย สุดฝากไว้ สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากไปท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติบนภูกระดึงควรใช้เวลาอย่างน้อย 3 วัน จึงจะเที่ยวชมธรรมชาติได้ทั่วถึง ซึ่งอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จะเปิดให้เที่ยวบนยอดภูกระดึงได้เฉพาะในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤษภาคมเท่า นั้น ช่วงระหว่างมิถุนายนถึงกันยายนของทุกปี ทางอุทยานฯ จะปิดเพื่อปรับสภาพธรรมชาติ ให้ฟื้นตัวและปรับปรุงสถานที่พักสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว ฉะนั้นเช็คก่อนออกเดินทางกันด้วยล่ะ
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว บรรดาแบคแพ็คเกอร์ทั้งหลาย ก็เตรียมแพ็คกระเป๋า แล้วออกเดินทางกันได้เลย...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)















